วันพุธที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

Fundamental Analysis


Fundamental Analysis of Forex คือการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน เพื่อดูแนวโน้มของค่าสกุลเงินจากสภาวะทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศที่ใช้กุลเงินนั้นๆเป็นสกุลเงินหลัก เช่น ถ้าเราจะเทรด USD ซึ่งเป็นสกุลเงินหลักของประเทศสหรัฐอเมริกา เราก็ต้องดูสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของสหรัฐฯ ว่าเป็นเช่นไร หรือถ้าเราจะเทรด GBP เราก็ควรรู้ว่าเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักร(UK) ดีหรือไม่ เป็นต้น ดังนั้นในการซื้อขายในตลาด Forex ซึ่งเราซื้อขายคู่สกุลเงินที่ถูกจับคู่ไว้แล้ว เราก็ต้องดูและเปรียบเทียบเศรษฐกิจของสองประเทศที่เป็นเจ้าของสกุลเงินนั้นๆ เพราะเป้าหมายของการวิเคราะห์ด้วยพื้นฐานคือการประเมินมูลค่าของสกุลเงินหนึ่งที่ต้านกับอีกสกุลเงินหนึ่ง โดยดูจากสภาพเศรษฐกิจภายในประเทศที่เกี่ยวข้อง การวิเคราะห์พื้นฐานจึงต้องพิจารณาตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจต่างๆ นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงเรื่องนโยบายของรัฐบาลรวมถึงมาตรการต่างๆ และโครงสร้างของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะบอกถึงอุปสงค์และอุปทานของสินค้าและบริการ  เพื่อที่จะบอกได้ว่าสกุลเงินนั้นๆมีมูลค่าต่ำหรือสูงกว่าเมื่อเทียบกับอีกสกุลเงินหนึ่ง

ข่าว
จิตวิทยานักลงทุน
พฤติกรรมของนักลงทุน
ผลที่เกิดขึ้นในตลาด
ดี
โลภ
แย่งกันซื้อ
ราคาพุ่งขึ้นสูง
ร้าย
กลัว
เทขาย
ราคาร่วงดิ่งลง



Financial News
อย่างที่เราเห็นกันอยู่ว่า เมื่อมีข่าวที่สำคัญๆออกมา ราคาจะวิ่งผันผวนรุนแรง ดังนั้นจึงอันตรายมากสำหรับการเทรดระยะสั้น ลองนึกภาพดูว่าถ้าคุณเทรดเพื่อต้องการที่จะเก็บกำไร เพียง 10-20 จุด แล้วข่าวที่สำคัญมาก (High Impact) ออกมาแล้วส่งผลให้ราคาวิ่งไปคนละทางกับที่คุณเปิดการซื้อขายเอาไว้ อะไรจะเกิดขึ้น? (เชื่อว่าหลายคนมีประสบการณ์ตรงนี้เป็นอย่างดี) ถ้าคุณตั้ง Stop loss เอาไว้ คุณก็อาจจะเสียเงินส่วนนั้นไปภายในพริบตา ดังนั้น หากคุณเป็น Scalping ที่เล่นสั้นๆ คุณก็ควรจะระวังให้มากในเรื่องของข่าว อย่าเผลอในช่วงเวลาที่จะมีการประกาศข่าวโดยเฉพาะข่าวที่สำคัญๆ หรืออาจจะหลีกเลี่ยงไม่ถือออเดอร์ในช่วงก่อนการประกาศข่าว

ข่าวสำคัญที่แสดงถึงสภาวะเศรษฐกิจของประเทศ และมีอิทธิพลต่อตลาดมาก (High Impact) ก็คือ

GDP
ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ

Inflation ข่าวอัตราเงินเฟ้อ

Employment Figures ข่าวต่างๆเกี่ยวกับการจ้างงาน ซึ่งจะรวมทั้ง อัตราการจ้างงาน, อัตราการว่างงาน รายได้ของแรงงาน , ข่าว NFP (Non-farm payroll )

Interest rate Decision ข่าวเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ย ซึ่งสำคัญมาก เพราะธนาคารกลางสามารถให้อัตราดอกเบี้ยนี้เป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายการเงินของประเทศ
Consumer Confidence ดัชนีการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
Consumer Price Index  (CPI)ดัชนีราคาผู้บริโภค เป็นดัชนีสำคัญที่จะบอกได้ถึงอัตราเงินเฟ้อ
เหล่านี้คือข่าวที่มีผลต่อราคาในตลาดมากที่สุด และยิ่งสำคัญมากถ้าเป็นข่าวของสหรัฐฯ เรียกได้ว่า 

จาก High Impact จะกลายเป็น Very High impact ก็ว่าได้ เพราะจะส่งผลที่รุนแรงมากกว่าข่าวจากประเทศอื่นๆ ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะว่า ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นค่าเงินที่มีอิทธิพลมากต่อตลาด อย่างที่เห็นว่าทุกคู่เงินหลักในตลาด จะมีค่าเงิน USD ร่วมอยู่ด้วย

ยูโรก็เป็นอีกค่าเงินหนึ่งที่มีความพิเศษ คือ เงินยูโรเป็นสกุลที่ใช้กันในกลุ่มประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรป มี 17 ประเทศสมาชิกที่ใช้เงินสกุลยูโรร่วมกัน เรียกว่า สหภาพการเงินยูโร (Euro Monetary Union) EMU หรือ Euroland ซึ่งได้แก่ ออสเตรีย, เบลเยียม, ไซปรัส, เอสโตเนีย ฟินแลนด์, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, กรีซ, ไอร์แลนด์, อิตาลี, ลักเซมเบิร์ก, มอลตา, เนเธอร์แลนด์, โปรตุเกส, สโลวาเกีย, สโลวาเนีย และ สเปน  

แน่นอนว่าในช่วงที่มีการประกาศข่าว จะเป็นช่วงแห่งความตื่นเต้น หวาดเสียว และท้าทายมากสำหรับนักลงทุน เพราะราคาจะวิ่งเร็วและแรง นักลงทุนบางคนอาจจะไม่เทรดในช่วงข่าวเลย แต่ก็มีนักลงทุนหลายคนที่จับจ้องจังหวะนี้เพื่อทำกำไรก้อนใหญ่ แต่อย่าลืมว่าถ้าคุณพลาดก็อาจจะเจ็บหนักได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นถ้าคุณจะเทรดข่าวคุณก็ควรระวังและคำนึงถึงความเสี่ยงนี้ด้วย  

ข้อแนะนำในการเทรดข่าวก็คือ คุณควรหลีกเลี่ยงการถือออเดอร์ในช่วงก่อนที่ข่าวจะถูกประกาศออกมา รอให้ข่าวนั้นประกาศออกมาเสียก่อน และรอให้ราคาส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าจะไปทางไหนกันแน่แล้วค่อยเข้าทำการซื้อขาย ซึ่งในส่วนนี้คุณอาจต้องใช้เทคนิคในการวิเคราะห์กราฟช่วยในการหาจังหวะเข้าซื้อขายด้วย


Credit : Thaiforexschool.com

วันอาทิตย์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2557

กฏ 10 ข้อของ Adam Hewison

กฏทองคำ 10 ข้อของ Adam Hewison
สำหรับ Technical Analysis ผมขอแนะนำหลักของ Adam Hewison ซึ่งเป็นเซียน forex trader ,ผู้จัดการ hedge fund และเป็นที่ปรึกษาการเก็งกำไรในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรา ปัจจุบันเป็นผู้ก่อตั้งและเป็นผู้บริหาร INO.com เว็บไซต์ลงทุน futures และ Option แบบออนไลน์ในหลายประเทศทั่วโลก  เขาประสบความสำเร็จด้วยการปฏิบัติตามกฏที่ออกแบบขึ้น พร้อมเทรดตามแผนที่วางไว้ โดยมีกฏทองคำ 10 ข้อ มีดังนี้

1. A game plan
ถ้าจะเทรดให้สำเร็จ สิ่งสำคัญที่สุดคือเราต้องวางแผน วางเงื่อนไขการซื้อขาย ที่ชัดเจน ไม่ผันผวนไปตามอารมณ์ หรือเล่นตามใจตัวเอง รวมไปถึงขั้นตอนการปฏิบัติเมื่อเราผิดพลาด ขาดทุนหรือเกิดเหตุการณ์ร้าย ที่ไม่คาดฝัน

2. Follow the game plan
เมื่อมีแผน ก็ต้องควบคุมตนเองให้ปฏิบัติตามแผนให้ได้ ปราศจากอคติ และการถูกครอบงำทางอารมณ์จากภาวะแวดล้อม จากคนรอบข้าง หลายคนวางแผนมาอย่างดี พอเข้าสู่การเทรดจริงในตลาดเกิดลังเล ถูกครอบงำด้วยอารมณ์โลภ กลัว ทำให้ละเลยไม่ปฏิบัติตามแผน สุดท้ายก็ผิดพลาดขาดทุน

3. Stop loss
เทรดหุ้นต้องมี stoploss มีการวางแผนป้องกันการขาดทุน เราควรคิดถึง จุดตัดขาดทุนที่เหมาะสมกับหน้าตักเงินของเรา และคำนวณราคาที่ต้อง stoploss ให้แน่นอน และเด็ดขาดเมื่อต้องตัดสินใจหยุดการขาดทุน

4. Diversification
กระจายการถือครองหุุ้น เป็นการถือหุ้นต่างกลุ่มอุตสาหกรรม เพื่อกระจายความสี่ยงจากตลาดและลดความรุนแรงจากการเกิดปัญหาจากปัจจัยภายในและภายนอกที่มากระทบตัวหุ้น แต่การกระจายการถือครองหุ้นควรมีปริมาณหุ้นที่พอเหมาะ ไม่มากเกินไปจนไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง

5. Capture the big moves
มองหาจังหวะการเทรดหุ้น ตามแนวโน้มใหญ่ ที่สามารถทำกำไรได้มากพอสมควร ซื้อหุ้นในจังหวะเริ่มต้นแนวโน้มและปล่อยให้ Profit Run ตามกระแสเงิน พยายามอย่าเล่นหุ้นในแนวโน้มย่อยมากที่มีกำไรเพียงไม่กี่ % เพราะโอกาสในการพลาดบนแนวโน้มย่อยที่มีการแกว่งตัวและมีความไม่แน่นอนของแนวโน้มจะมีสูง

6. Trade with the Trend
เล่นหุ้นหรือเทรดอนุพันธ์ตามแนวโน้มของราคา ไม่ควรเล่นฟื้นแนวโน้มของราคา เช่นเมื่อแนวโน้มหุ้นขึ้นควรเล่นด้าน Long และเมื่อหุ้นลงควรเล่น Short พยายามลดการทำกำไร จากการย่อตัวหรือเด้งระยะสั้น ที่สวนแนวโน้มหลัก

7. Not listen to News
อย่าเล่นหุ้นตามข่าว หรือฟังข่าวและเอามาตัดสินใจซื้อขายหุ้น ถ้าเก็งกำไรควรเน้นที่การดู ราคาหุ้น ซึ่งจะสะท้อนเอาทุกอย่างไว้หมดแล้ว บางกรณีมีสัญญาณขาย ราคาหุ้นลดลงรวดเร็วแต่ข่าวดียังออกมาต่อเนื่อง ถ้าเรายึดมั่นกับข่าว ฟังข่าวมากไป ก็จะทำให้สับสนและไขว้เขวจากระบบ ถ้าจะสนใจควรติดตามแต่ข่าวที่เป็นจริง ไม่ควรสนใจข่าวลือ ข่าววงใน และควรติดตามเพื่อรับทราบเป็นข้อมูล แต่ไม่ควรใช้เพื่อตัดสินใจนำการเทรด

8. Don’t listen to your broker
อย่าเชื่อโบรกเกอร์ มากเกินไปเพราะ โบรกเกอร์เองก็มีผลประโยชน์จากค่าธรรมเนียมการซื้อขายหุ้นของเรา บางครั้งการเทรดมากเกินไป ก็ไม่เป็นผลดีต่อกำไรรวมระยะยาว ควรเทรดหุ้นตามระบบ ทำการบ้านศึกษาหุ้นให้หนัก เทรดตามสัญญาณซื้อขายที่ปรากฏ ตามแผนที่เราวางไว้ดีที่สุด

9. Money Management
การบริหารจัดการเงิน นี่เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะช่วยในการทำกำไรและสร้างผลตอบแทนในระยะยาว นักเก็งกำไรที่ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่พวกที่บ้าเลือด ชอบเสี่ยงสุดๆแบบหมดตัว นักเก็งกำไรที่จะประสบความสำเร็จ ต้องรู้จักบริหารจัดการเงินลงทุนให้เกิดประสิทธิภาพ สร้างกำไรได้ต่อเนื่องและมีความเสี่ยงที่ ไม่มากจนทำให้เกิดการล้มละลายหมดตัวได้

10. Discipline
การมีวินัย ซึ่งเป็น key successful สำคัญในการเทรดหุ้นและการเก็งกำไร เราควรมีวินัยในแผนการเล่น มีวินัยทำตามระบบเทรด การมีวินัยก็เป็นอีกรูปแบบของการควบคุม อารมณ์ ไม่ปล่อยให้อารมณ์มาชี้นำการเทรดของเรา นั้นเอง

จบสิบข้อสั้นๆ เข้าใจง่าย แค่ทำยาก ถ้าอยากสำเร็จเราต้องใช้การฝึกฝน ฝึกฝนจิตใจเราให้หนักแน่นกล้าแข็ง เพราะคนที่จะประสบความสำเร็จได้นั้น จิตใจ ของเค้าต้องมั่นคงและยึกมั่นในระบบเทรดที่ตนเองพัฒนาขึ้น ไม่ปล่อยให้อารมณ์มาชี้นำการตัดสินใจ 


Credit : puktiwit.wordpress.com
Editor by FXBUG.blogspot.com

วันเสาร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2557

Stochastic Simple Pattern

ตัวอย่าง Modified Stochastic
หลายคนส่วนใหญ่ว่ากันว่า Stochastic Oscillator เหมาะกับกราฟ Sideway หรือกราฟ Swing เพราะ Stochastic จะมีกรอบการเคลื่อนไหวที่ชัดเจน มีจุดเริ่มต้น และจุดจบ แต่ถ้ากราฟไม่จบตาม Stochastic ก็จะเปลี่ยนรูปแบบเป็นเทรน (Trend) และไม่รู้ว่าจะ ขึ้น หรือ ลง (Up Trend & Down Trend) ทำให้ Stochastic ด้อยประสิทธิภาพทันทีเมื่อเจอเทรน นักเทรดส่วนใหญ่จะพยายามแก้เกมส์โดยการวิเคราะห์ Time Frame ที่กว้างขึ้น หรือใช้เครื่องมืออื่นช่วยวิเคราะห์ เพื่อกำหนดกรอบจุดซื้อ-ขาย 

เพราะฉะนั้นจึงควรระวังหลังจากเก็งกำไรในช่วง Sideway จาก Stochastic ซึ่งอาจจะมีความแม่นยำปิดบวกทุกครั้ง และได้กำไรมาก แต่หากกราฟเปลี่ยนรูปแบบเป็นเทรนก็อาจจะเสียมากด้วยเช่นกัน จำไว้เสมอนะครับว่า...

"เมื่อ Stochastic จบ.. กราฟอาจไม่จบตาม"


รูป การตั้งค่าในโปรแกรม MT4 (Modified Stochastic)
จากภาพตัวอย่างเป็นการ Modified Stochastic คือ การปรับกรอบ พร้อมว่างขอบเขตการใช้งาน Stochastic ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น Pattern ดังกล่าวเป็นการวาง Stochastic 2 ขอบเขต คือ Scope A เป็นการปรับแต่งค่าเพื่อใช้วิเคราะห์จุดซื้อ-ขาย  ส่วน Scope B เป็นค่าเดิมของ Stochastic  และแน่นอนเมื่อ 2 Scope เคลื่อนไหวไปในทางทิศเดียวกัน มันจะส่งผลให้การเคลื่อนไหวของกราฟมีความเที่ยงมากที่สุด อย่างมีนัยสัมพันธ์ 

จุด B เมื่อเราเปิดซื้อ (Buy) หลังจากได้กำไรจากจุด A  แต่กราฟยังต้องใช้เวลาพักตัว แต่อยู่ใน Over Sold เขตขายมากไม่ ซึ่งพร้อมจะปรับตัวใหม่  และเมื่อถึงจุด C ทำให้เราตัดสินใจต่อว่าจะเปิดซื้อ (Buy) เพิ่มอีก 1 Order หรือจะปล่อยตามเทรน แล้วตั้ง Take Profit ไว้ 10-20 pip 

จุด D ก็ทำเช่น่เดียวกัน

จุด E เป็นโซน Over Bought ซื้อมากไปพร้อมกลับตัว เป็นจุดขาย (Sell) เราต้องใช้วิจารณญาณจากเทรนเพื่อหาจุดปิด ถ้าพอใจที่จุด F อาจได้กำไรไม่มาก แต่ก็อยู่ในแผน หากยังไม่พอใจในกำไรดังกล่าวก็อาจจะเปิดทิ้งไว้ รอจนกว่าเส้น Stochastic ตัดกันในรอบใหม่อีกครั้ง แม้ว่าอาจจะมีความเสี่ยงจากกราฟกลับตัว แต่เมื่อถึงเวลาที่กฟราฟเคลื่อนไหวมาถูกทางในเวลาถัดไปก็อาจจะได้กำไรมาก

หมายเหตุ
Scope : A ผมได้วิเคราะห์ย้อนหลังไม่ต่ำกว่า 6 เดือน อัตราความถูกต้อง 8 ใน 10
Scope : B เป็นขอบเขตพื้นฐาน มีทิศทางที่แม่นยำ แต่เกิดจุดผิดพลาดเมื่อเกิดเทรน


Editor by FXBUG.blogspot.com

วันพฤหัสบดีที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2557

Stochastic Oscillator คืออะไร?

แสดงผลค่าพื้นฐานของ Stochastic Oscillator
เริ่มต้น Dr.George C.Lane เป็นผู้คิดค้นและเผยแพร่ในช่วงปี ค.ศ.1950 โดย Stochastic เป็น momentum indicator โดยแสดงให้เห็นถึงการเปรียบเทียบว่าราคาปิดในช่วงเวลาที่สนใจนั้นสูงหรือต่ำ Stochastic นั้นไม่ได้เป็น indicator ที่เคลื่อนไหวตามแนวโน้ม, ราคา หรือ ปริมาณการซื้อขายแต่อย่างใด แต่ Stochastic นั้นเคลื่อนไหวตาม momentum ของราคา จากคำกล่าวที่ว่า “การเปลี่ยนทิศทางของ momentum จะเกิดขึ้นก่อน การเปลี่ยนทิศทางของ ราคา” เช่นใน Bullish และ Bearish Divergence จะเห็นได้ว่า Stochastic นำไปใช้แสดงถึงการกลับตัวของราคาที่อาจเกิดขึ้นได้ ซึ่ง Lane นั้นนำ Stochastic Oscillator นั้นไปใช้ในการคาดการณ์การเกิดขึ้นของแนวโน้มในอนาคต

เมื่อ
(n) = Number of period used in calcution
Recent Close       = ราคาปิด ณ ปัจจุบัน
Highest Price(n)   = ราคาสูงสุดในช่วง n วันที่ผ่านมา
Lowest Price(n)    = ราคาต่ำสุดในช่วง n วันที่ผ่านมา

หลักการอ่าน Stochastic
สัญญาณเตือน “ซื้อ” (buy) เกิดขึ้นเมื่อเส้น  Stochastic เข้าเขต  Over Sold ที่บริเวณระดับต่ำกว่า 20% และควรซื้อเมื่อเกิดสัญญาณ “ซื้อ” จากการที่เส้น %K ตัดเส้น %D ขึ้น

สัญญาณเตือน “ขาย” (sell) เกิดขึ้นเมื่อเส้น Stochastic เข้าเขต Over Bought ที่บริเวณระดับสูงกว่า 80% และควรขายเมื่อเกิดสัญญาณ “ขาย” จากการที่เส้น %K ตัดเส้น %D ลง

ข้อสังเกต
1. Stochastic Oscillator ส่วนมากใช้ได้ดีกับตลาด Sideway 
2. ตลาดขาขึ้นมักให้สัญญาณซื้อที่ดี แต่ให้สัญญาณขายที่ไม่ดี
3. ตลาดขาลงมักให้สัญญาขายที่ดี แต่ให้สัญญาณซื้อที่ไม่ดี


เสน่ห์ของตลาดฟอเร็กซ์


กลับมาอีกแล้วสำหรับการเลิกรากันไปในตลาดฟอเร็กซ์ ห่างหายกันไปหลายเดือนโดยไม่เหลียวแลที่ผ่านมาเลย จะนานแค่ไหนเมื่อเปิดความเคลื่อนไหวของกราฟก็ยังเป็นวัฎจักรเดิมๆ ไม่ได้หวือหวาอะไรมากมาย กราฟมีขึ้น และมีลง เสมอต้นเสมอปลาย แต่จิตใจของตัวเราเองตะหากที่หวั่นไหว มันคือโลกแห่งความจริงที่เราไม่ยอมรับ หรือพาลเมื่อเวลาไม่ถูกใจ แล้วเดินหนีโอกาสไป

เมื่อเวลาผ่านไปเจอทั้งความทุกข์ ความสุข ก็มานั่งคิดถึงอดีตที่เคยอยู่ร่วมกับตลาดฟอเร็กซ์ และได้เรียนรู้ถึงบทเรียนอันมีค่าที่ให้ทำเกิดแผลทั้งร่างกาย และจิตใจ 

ทำไมถึงลืมเธอไม่ลง? (Forex Market)
1. เธอไม่ได้เลวร้าย หรือร้ายกาจเหมือนในหนัง
2. เธอก็มีอารมณ์แปรปรวนขึ้นๆ ลงๆ เป็นธรรมชาติทั่วไป
3. เธอไม่เคยทำผิดอะไร
4. เธอมีเสนห์ ชวนให้หัวใจกระชุ่มกระชวยได้ทุกเมื่อ
5. เธอคือ..โอกาสสำคัญในชีวิต

เท่านี้ก็เป็นเหตุผลที่ทำให้ผมต้องกลับมา และจริงใจกับตลาดอีกครั้ง เพราะฉะนั้นต้องทำตัวให้กลมกลืนกับตลาดฟอเร็กซ์ และเดินร่วมทางกันอย่างยั่่งยืนให้ได้

Editor by FXBUG.blogspot.com

วันพุธที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2557

Technical Analysis คืออะไร?


จุดเริ่มต้นของนักเทรดฟอเร็กซ์ส่วนใหญ่ ที่ผ่านพ้นจากการเดากราฟแล้ว ก็จะมานั่งวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของเครื่องมือต่าง ๆ แล้วมองเห็นถึงศักยภาพของเครื่องมือนั้น ๆ ที่เรียกว่า Indicators เราจะใช้กันใน MT4 หรือโปรแกรมสำเร็จรูปทั่วไป แล้วจะรู้จักเครื่องมือต่าง ๆ กันดี เช่น Moving Average, MACD, RSI, Stochastic, Parabolic SAR ฯลฯ เป็นต้น พร้อมกับ Indicators ที่มีการนำมา Modify แบบ Hibird หรือที่เรียกว่า Custom Indicators เป็นมีการปรับแต่งค่า และการแสดงผลให้มีความชัดเจน และหลากหลาย เพื่อตอบสนองการใช้งานในการวิเคราะห์ข้อมูลที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

Technical Analysis คืออะไร? รากฐานความเชื่อ 3 ประการ (แค่ความเชื่อ)
การวิเคราะห์ทางเทคนิค หรือ Technical analysis เป็นการศึกษาพฤติกรรมของหุ้นโดยใช้กราฟในการหาความเป็นไปได้ ความน่าจะเป็น Probability ของราคาหุ้นโดยมีรากฐานจากความเชื่อหลัก 3 ข้อ คือ

1. Market action discounts everything
หมายความว่า ราคาหุ้นที่แสดงออกมาทางกราฟได้ดูดซับเหตุการณ์ทั้งหมดไว้แล้วตั้งแต่ ปัจจัยพื้นฐานทั้งหมด เศรฐกิจ อุตสาหกรรม นั้นๆ การเมือง สังคม คู่แข่งขัน ผลประกอบการ มูลค่าหุ้น การเพิ่มทุน ลดทุนแตกพาร์ การควบรวมกิจการ การเปลียนนโยบาย การโกหกของผู้บริหาร การใช้ข่าววงในซื้อขายหุ้น การแอบเก็บหุ้น การลากปั่นหุ้น การซื้อมั่วๆของแมงเม่า รวมทั้งความโลภและความกลัวของคนในเวลานั้น

2. Prices move in Trend
ราคาเคลื่อนไหวมีแน้วโน้ม เมื่อราคาลงก้จะมีแน้วโน้มจนกว่าจะหมดขาลงจึงเริ่มเปลียน เป็นขาขึ้น สลับกันไป เช่นเดียวกับวัตถุที่เคลื่อนที่ในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง ก่อนจะกลับตัวไปอีกทางหนึ่งก็คล้ายกับการเปลียนแนวโน้ม

3. History repeat itself
ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยตัวมันเองเสมอ โดยส่วนมากในข้อนี้บางคนอาจจมีข้อขัดแย้งอาจเป็นเพราะการตีความในมิติของเหตุการณ์เพียงอย่างเดียวแต่จริงๆแล้วต้องรวมทุกมิติเข้าด้วยกันรวมทั้ง ความกล้า ความโลภ ความกลัว ไม่ว่ายุคสมัยไหนก็ไม่เคยเปลี่ยน ไม่ได้ใช้แต่เฉพาะตลาดหุ้นแต่ใช้ได้กับทุกอย่างในโลกนี้ที่มนุษย์เข้าไปเกี่ยวข้อง เช่นปี 40 ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ในเมืองไทยแตก มาถึงฟองสบู่จตุคามรามเทพ ต่างวาระ ต่างเหตูการณ์แต่คือเรื่องเดียวกัน ล่าสุดฟองสบู่ในอเมริกาแตก ก็หนีไม่พ้นข้อนี้

ส่วนอีกประเด็นจากการเทรดโดยใช้ Technical Analysis บางคนไม่จำเป็นต้องรู้ถึงเหตุการสภาวะของตลาดจริง ไม่ว่าจะมีความผันผวนของสถาณการณ์ต่างๆ เพราะมีเทคนิคพิเศษในการอ่านเครื่องมือที่ชำนาญเพียงพอ ซึ่งจะรู้ถึงแนวโน้มของทิศทางตลาดได้อย่างแม่นยำเกิน 80% ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ และการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน รวมถึงพรสวรรค์ในการสังเกตุพฤติกรรมของกราฟ หรือเครื่องมือต่างๆ เป็นต้น

Editor by FXBUG.blogspot.com

โลกของตลาดฟอเร็กซ์


เราพอจะศึกษาข้อมูลเบื้องต้นของตลาดฟอเร็กซ์กันมาบ้างแล้วจากเว็บไซต์ต่าง ๆ มากมาย ทำให้มองเห็นตัวเองมากขึ้นสามารถนำมาวิเคราะห์จุดยืนในวงการฟอเร็กซ์  

เรื่องความผันผวนของตลาดฟอเร็กซ์เป็นเรื่องธรรมดามากถ้าเทียบกับจิตใจของมนุษย์เรา โดยตลาดมีความผันผวนจากเหตุปัจจัยต่าง ๆ เช่น ความเชื่อมั่นของจากภาวะเศรษฐกิจ, การผลิต, แรงงาน, การลงทุน, QE, Demand & Supply ฯลฯ เป็นต้น ตรงกันข้ามสำหรับนักนักลงทุนเองที่ต้องการเก็งกำไรในตลาดฟอเร็กซ์ ซึ่งมีความต้องการมากเกินไป มีความคาดหวังมากเกินไป หรือมี Ego หรือ EQ เกินค่ามาตรฐานที่ควรเป็น และใช้อารมณ์เป็นเครื่องมือตัดสินใจ ส่วนใหญ่ตอนเทรดได้กำไรก็คิดว่าตัวเองเก่ง ดวงดี วิเคราะห์ถูก แต่พอผิดทางก็โทษตลาด และกระวนกระวายใจที่จะเอาคืน

การเทรดถูกทางคงไม่ต้องพูดถึง แต่ถ้าเทรดผิดทางจะต้องทำอย่างไร? คำถามที่ตอบกันยง่ายๆ แต่ทำจริงนั้นยาก มีใครบ้างในโลกนี้ที่มาถูกทางตั้งแต่เกิด เลยอยากมอบคำนี้ไว้เตือนใจครับ

"ยอมเสียแบบไม่เสี่ยง หรือจะยอมเสี่ยงโดยไม่มีอะไรเหลือ"  

กว่าจะเข้าใจคำนี้ต้องเจ็บตัว แสบแผลกันมาพอตัว บางคนอาจต้องใช้เวลาเป็นปีๆ ถึงจะเข้าใจคำนี้ แม้แต่ผมเองตั้งแต่เทรดมาก็ยังไม่เคยใช้ Stop Loss เลยแม้แต่ครั้งเดียว คิดว่าแน่ไม่ถูกทางก็ยอมล้างพอร์ต สุดท้ายก็ไม่ต่างอะไรกับการพนัน ไม่เหลือให้แก้ตัวด้วยซ้ำ และคิดว่าจะถอยหลังเลิก แต่ก็มีเหตุผลหลายอย่างที่ทำให้วนเวียนมาเทรดฟอเร็กซ์อย่างต่อเนื่อง วันนี้ถ้าคิดอะไรดีๆออก ก็จะนำมาประมวลผลไว้ที่บล็อกนี้เรื่อยๆ แล้วนำมาประติดประต่อกันให้สมบูรณ์ แม้แต่แมงเม่ายังยอมบินเข้าหากองไฟ ในอีกมุมหนึ่งของผมก็เช่นเดียวกันถ้าไม่มอดไหม้บนสวรรค์ของไฟ ก็ยังยืนยันที่จะบินเข้าไปหาให้ได้ไม่ว่าเหตุผลจะมีมาก หรือน้อย

Editor by FXBUG.Blogspot.com

วันจันทร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ตลาดฟอเร็กซ์เข้ามาทักทาย


เราไม่สามารถาดการณ์ล่วงหน้าได้ แต่ที่พยายามทำก็คือ การสังเกตและวิเคราะห์ตัวชี้วัดด้วยเครื่องมือ (Indicators) ต่าง ๆ ตอนนี้การเทรดฟอเร็กซ์ท่ามกลางมรสุมชีวิต จับต้นชนปลายไม่ถูกสักเท่าไหร่ ชีวิตคนเรามันมีขึ้นมีลง ไม่ต่างอะไรกับกราฟที่เห็น ความแน่นอนของชีวิตคือการไม่แน่นอนเช่นเดียวกับกราฟ ปกติผมจะพัฒนาบล็อกเกี่ยวกับฟอเร็กซ์หลายแห่ง แต่สำหรับ fxbug.blogspot.com นี้จะเป็น LAB ส่วนตัวไม่เน้นการโปรโมท หรือมีส่วนร่วมปฏิสัมพันธ์อื่นๆสักเท่าไหร่ ตัดความคาดหวังทั้งหมดออกไป จะเหลือแค่ใจ กับฟอเร็กซ์ ถ้ายังไม่เลิกเทรดก็คงต้องเสพฟอเร็กซ์กันต่อไป นอกเหนือจากนั้นเรื่องอื่นๆผมจะพยายามลบออกไปให้มากที่สุด เพราะหลังจากเทรดมาสักระยะก็เข้าสู่จุดเริ่มต้น ทั้งๆที่ควรไปไกลกว่านี้ ผมเองก็เหมือนคนส่วนใหญ่ ที่มีจุดเริ่มต้นจากการล้มเหลว และที่สำคัญคือความไม่แน่นอนภายใต้เป้าหมายที่วางไว้ ตอนนี้ผมมีอาชีพอยู่ 3 อย่างให้เลือก คือ 1) ลูกจ้าง 2) ค้าขาย 3) เทรดฟอเร็กซ์  เป็นสิ่งที่ต้องเลือก ถ้าเลือก 3 อย่างพร้อมกันประสิทธิภาพชีวิตจะด้อยลง ถ้าเลือกอย่างเดียวชีวิตก็ยังเสี่ยงไม่มั่นคงยั่งยืน ตอนนี้เลยไปตามน้ำที่ชีวิตถูกลิขิต อย่าถือสาอะไรมากกับเว็บนี้นะครับ ก็บอกแล้วว่าเป็นส่วนตัว Private จริงๆ แต่บางอย่างก็อาจเป็นประโยชน์สำหรับคนที่มีชะตาคล้ายกัน จะเน้นเรื่องวิเคราะห์ความรู้ที่เก็บเกี่ยวมาสรุปเอาไว้ศึกษาพัฒนาศัพยภาพตนเอง เกรงว่าจะจำไม่ได้เลยต้องมาบันทึกที่นี่ หากสำเนาข้อมูลจากเว็บอื่นมาผมจะแสดงเครดิตให้ 

Editor by FXBUG.Blogspot.com

วันอาทิตย์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ยินดีต้อนรับสู่ FxBug.Blogspot.Com

ขอต้อนรับทุกท่าน
ตอนนี้อยู่ในกระบวนการผลิตเนื้อหา

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม